วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ศึก AEC เพิ่งตีระฆัง


ในการมอบรมในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง หรือ พศส. หลักสูตร “เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558″ ซึ่ง จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจโดยการสนับสนุนจากผู้ ใหญ่ใจดี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยา ลัยหอการค้าไทย
วิทยากรกิตติมศักดิ์ ได้รับเกียรติทั้ง คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ คุณเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คุณพรศิลป์ พชรันทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย คุณอัทธ์ พิศาลวาณิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฯลฯ ขอนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในการตั้งรับ ปรับตัว หลังจากที่ไทยต้องเปิดAECในปี 2558
อาเซียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 ปีนี้ก็ครบ 45 ปี ประ กอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปินส์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และบรูไน มีประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีคิดเป็น 3% ของจีดีพีโลก หรือประมาณ 1.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปิดAEC 10 ตลาดอาเซียนจะรวมเป็นตลาดเดียว คือตลาดอาเซียน ในส่วนของสินค้า ภาษีนำเข้าจะเป็น 0% อุปสรรคการนำเข้าจะลดลง ในส่วนของสินค้าบริการ ทำธุรกิจได้เสรี ง่ายขึ้น ในส่วนของการลงทุน อุปสรรคจะลดลง การเคลื่อนย้ายฝีมือแรงงานเป็นไปอย่างเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเสรี
มองเฉพาะประเทศไทยสำหรับสินค้าที่ไทยจะได้เปรียบเมื่อเปิดAEC ได้แก่ สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าว ธัญพืช ผลไม้สดและแปรรูป อาหาร เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ สินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าทอ ตุ๊กตาไม้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากต้องแข่งกับสินค้าแรงงานถูกจากคู่แข่ง ส่วนสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบ หรือจะได้รับผลกระทบจากการเปิดAEC ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ซึ่งมาเลเซียปลุกเยอะ และเป็นเบอร์ 1, เมล็ดกาแฟ เวียดนามปลูกเยอะ, มะพร้าว ฟิลิปปินส์ ปลูกเยอะ และชา อินโดนีเซีย ปลูกเยอะ ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีโอกาสทะลักเข้าไทยได้ง่ายและมากขึ้น จากที่ไร้กำ แพงภาษีนำเข้า
ขณะที่ภาคบริการที่ไทยจะได้เปรียบ ได้แก่ การท่อง เที่ยวและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเช่น ร้านอาหารและโรงแรม, บริการด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล บริการสปา นวดแผนไทย ส่วนบริการที่ไทยจะเสียเปรียบ และคาดว่าจะได้รับผล กระทบ เช่น โลจิสติกส์ โทรคมนาคม ซึ่งเป็นสาขาที่ต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูง รวมถึงธุรกิจสถาปนิกขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นต้น
จากการอบรมวิทยากรกิตติมศักดิ์ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ พูดตรงกันว่า “ไทยไม่เสียเปรียบ” เมื่อเปิด AECขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐภาคเอกชน จะปรับตัวรับและรุกได้มากน้อยขนาดไหน เพราะถ้าหากพูด ถึงภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศของไทย ถือได้ว่า “ได้เปรียบ” มาก ทั้งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลกและอาเซียน เป็นศูนย์ กลางการคมนาคมขนส่ง เป็นศูนย์กลางธุรกิจสาขาสำคัญมากมาย และ”ภาครัฐ” คือฟันเฟืองสำคัญสุดที่จะขับเคลื่อนทัพธุรกิจคนไทย”รับและรุก” ในตลาดAECได้มากน้อยแค่ไหน


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/524#ixzz3CsJA4En5

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น