วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ประกันไทยไม่พร้อม เตือนภัยเปิดเสรี AEC


ประกันไทยไม่พร้อม เตือนภัยเปิดเสรี AEC

กระแสเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (Asean Economic Community : AEC) กำลังมาแรง วงการธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจประกันภัย-ประกันชีวิต เริ่มตื่นตัวกันแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยที่เป็นบริษัทท้องถิ่น เตรียมตั้งรับเพราะไม่มีเครือข่ายพันธมิตรหรือผู้ถือหุ้นต่างประเทศ และที่ผ่านมายังมีปัญหาเคลมสินไหมน้ำท่วมหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังเป็นปัญหาเคลียร์ไม่จบ
ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตแม้ดูเหมือนจะมีปัญหาน้อยกว่า เพราะผู้ประกอบการกว่าครึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาปักธงอยู่แล้ว เหลือผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่ถึง 10 ราย แต่ปรากฎว่าเมื่อต้องเปิดเสรีอาเซียนขึ้นมาจริงๆในในปี 2558 หลายฝ่ายก็ไม่มั่นใจว่าแต่ละแห่งจะเตรียมความพร้อมรองรับกระแสการแข่งขันของกลุ่มทุนต่างชาติอื่นๆ ที่จะเข้ามาเจาะตลาดได้แค่ไหน
สำหรับความเคลื่อนไหวเพื่อรับมือการเปิดเสรีเออีซีนั้น มีอาทิ บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) และกรุงเทพประกันชีวิต(BLA) ร่วมกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทประกันภัยต่างชาติในการจัดตั้งบริษัทแคมโบเดียนไลฟ์ ในประเทศกัมพูชา โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินกัมพูชาถือหุ้นใหญ่ 51% ส่วนอีก 49% เป็นการร่วมลงขันโดยบริษัทประกันที่เป็นพันธมิตรกันใน 4ประเทศ คือ BKI, BLA, บริษัทประกันภัยจากฮ่องกง และอินโดนีเซีย เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกช่วยสร้างหลักประกันให้แก่ผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา หลังรัฐบาลกัมพูชาเพิ่งเปิดตลาดหุ้นไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาส่วนทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้แก้ไขหลักเกณฑ์สัดส่วนการถือหุ้น
ของต่างชาติในบริษัทประกันภัยให้สามารถถือหุ้นเกินกว่า 25% โดยกำหนดว่าถ้าถือหุ้นไม่เกิน 49% จะต้องขออนุมัติบอร์ดคปภ. และถ้าถือหุ้นเกิน 49% ขึ้นไป ต้องขออนุมัติจาก รมว.คลัง เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทประกันภัยให้สามารถรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้เต็มที่ภายในปี 2020
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. กล่าวยอมรับว่าขณะนี้ธุรกิจประกันไทยในภาพรวม ยังไม่มีความพร้อมในการรองรับเออีซี เพราะภาคประกันของไทยต้องสร้างตัวเองให้มีความเข้มแข็งก่อนที่จะไปแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งคงต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้กันอีกมาก และต้องเร่งปรับตัวให้ทันก่อนปี 2020 โดยนายประเวชแนะว่า บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ด้วย เพราะการประกันเป็นธุรกิจการเงินที่มีความซับซ้อน จึงถูกกำหนดให้มีระยะเวลาปรับตัวนานกว่าธุรกิจอื่นไปหนึ่งสเต็ป
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยประกันชีวิต ให้ความเห็นว่าสิ่งสำคัญ คือการปรับเปลี่ยนระบบของแต่ละบริษัทให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในธุรกิจ เพราะการเปิดเสรีประกันภัยนั้นพูดกันมานาน 20 ปีแล้ว กระทั่งขยับเข้ามาเป็นเออีซี ซึ่งแคบลงกว่าเดิม โดยในส่วนของไทยประกันชีวิตมีการปรับรูปแบบโครงสร้างการบริหารธุรกิจภายในให้รับกับกระแสการแข่งขันภายนอกที่แข่งขันรุนแรงมานานนับ 10 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาปรับเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานายประกิตติ บุณยเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัวแทนประกันชีวิต บริษัทเอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทแม่ที่ฮ่องกงยังไม่ได้ให้นโยบายเร่งด่วนสำหรับการวางแผนรองรับการเปิดเสรีเออีซี เพราะเอไอเอ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้ง15 ประเทศ ต่างมีขนาดธุรกิจค่อนข้างใหญ่ และประสบผลสำเร็จทางด้านยอดขายค่อนข้างดี ครอบคลุมฐานลูกค้ามากกว่าตลาดอาเซียนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเอไอเอ ประเทศไทยมีฐานกรมธรรม์ลูกค้าทั้งประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลรวมกันแล้ว 7 ล้านฉบับ
นายธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่าในปี 2558 เมื่ออาเซียนกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี มีการเปิดเสรีด้านการเงินการธนาคาร จะทำให้การแข่งขันด้านธุรกรรมและบริการวางแผนทางการเงินมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินและบริษัทประกันชีวิตของประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนจะมีโอกาสเข้ามามีบทบาทและร่วมแข่งขันในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีสถาบันที่ให้บริการวางแผนการเงินส่วนบุคคลเป็นบริการเสริมเพื่อดึงดูดลูกค้าของสถาบันการเงินและธุรกิจประกันชีวิต โดยยังไม่ได้รวมถึงบริการของนักวางแผนการเงินอิสระอีกต่างหาก ดังนั้น ธุรกิจของไทยต้องวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไว้ล่วงหน้า
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทแอกซ่าประกันภัย ให้ความเห็นว่าถ้าเปิดเออีซีเต็มรูปแบบจริงบริษัทประกันภัยท้องถิ่นในประเทศจะเสียเปรียบบริษัทประกันภัยที่มีเครือข่ายข้ามชาติ ยกตัวอย่าง การประกันภัยรถข้ามแดนที่ปัจจุบันยังทำเฉพาะการประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. แต่ในอนาคตจะต้องเปิดประกันภาคสมัครใจด้วย


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/240#ixzz3CsJeXyHx

นับถอยหลัง AEC ก้าวแรกต้อง..ปฏิรูปการศึกษาไทย


นับถอยหลัง AEC ก้าวแรกต้อง..ปฏิรูปการศึกษาไทย

เหลืออีกเพียง 2 ปีเศษ ประเทศไทย จะเปิดประตูเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่แค่ให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวตั้งรับเท่านั้น ภาคการศึกษาเองก็ต้องปรับระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่จะต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งในด้านทักษะวิชาชีพและภาษา เพราะเมื่อมีการเปิดตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขัน
ดังนั้น การเรียนการสอนควรมีการ ปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิรูปแต่องค์กรเพราะการสอนให้เด็กคิดเป็นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นอาจารย์ต้องคิดเป็นก่อน ต้องปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ในการเรียนการสอน ไม่ควรแยกระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ้าหากว่าครูหรืออาจารย์มีความรู้หรือข้อ มูลน้อยกว่าเด็กแล้วจะสอนเด็กได้อย่างไร เพราะในปัจจุบันเด็กมีการใช้เทคโนโลยีและศึกษาข้อมูลได้ดีกว่าผู้ใหญ่มีความคล่องตัวมากกว่า ขณะที่อาจารย์ยังใช้เอกสารตำราเล่มเก่า แต่เด็กมีการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตมาก่อนเรียบร้อยแล้ว
นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นัก วิชาการด้านสื่อมวลชน ได้ให้ความเห็น ในเรื่องนี้ว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ในปี 2558 ในภาค ส่วนของประชาชน ทั้งประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และคนในท้องถิ่น ต้อง ปรับตัวเพื่อตั้งรับกับการแข่งขันในระดับประเทศ ประชาชนทั่วไปต้องถามตัวเองว่า ประกอบอาชีพอะไร อยากก้าวหน้าในอาชีพในระดับอาเซียนหรือไม่ ถ้าอยากก้าวหน้าต้องแข่งขันกับชาติอื่นให้ได้คือ
1.หาความรู้ว่าอาเซียนคืออะไร
2. กระทบกับตัวเองในส่วนไหนบ้าง
3. ปรับปรุงตัวเอง หาความรู้ว่าควรจะทำอะไร
หากจะทำอาชีพนี้ ต้องมีการประชุม อบรม สัมมนาหาความรู้จากผู้มีความรู้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัดจนถึงกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะจัดระบบเผยแพร่ความรู้ให้ตรงไปสู่ หมู่บ้านหรือ อบต. อบจ. เพื่อชาวบ้านจะได้ฟังและตั้งคำถามว่าตนต้องการอะไรบ้าง ซึ่งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังทดลองอยู่ ถ้าทุกตำบลมีกระบวนการให้ความรู้ก็จะสามารถพัฒนาไปได้ ในขณะที่ยังไม่รู้ก็ต้องหาความรู้จากสิ่งต่างๆ รอบตัว และปรับปรุงการสื่อสารของตัวเอง คือต้องรู้ภาษา อังกฤษและถ้าเป็นไปได้ให้รู้ภาษา ที่ 3 ด้วยคือภาษาในอาเซียนอีก ภาษาหนึ่ง
“เราอยู่ในประชาคมอาเซียนตามความตกลง 10 ประเทศว่าจะทำอะไรร่วม กันแข่งกับประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนบ้าง แข่งกันเองภายในบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องดูแล ตัวเองให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ อีก 9 ประเทศที่อาจจะจริงจังและขยันกว่าเรา ประเทศไทยต้องตั้งตัวเองให้ทัดเทียมกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สิ่งที่ เราควรจะเร่งทำอย่างต่อเนื่องคือ รัฐบาล ต้องทำตามที่ประเทศอาเซียนตกลงกันในแผนปฏิบัติการไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เรียกว่า Blueprint และแผนอื่นๆ อีกหลายแผน รัฐบาลต้องทำในเชิงโครงสร้าง นโยบาย และงานส่วน กลาง ต้องทำแผนไปสู่ประชาคมการศึกษา อาเซียนให้เป็นไปตามแผนประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน คือต้องมีแผนแม่ บทของประเทศไทยว่าควรทำอะไร จัดงบ ประมาณ ผลักดันและทำงานที่รัฐบาลไม่ได้ปูพื้นฐานไว้” นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ ยังเป็นห่วงเรื่องการ ศึกษาที่อาเซียนเองก็ไม่ได้ตื่นตัว ที่เห็นก็มีแต่เอกสาร คำประกาศแถลงการณ์ และ ปฏิญญาครั้งสุดท้ายที่ประกาศโดยประเทศ ไทยเป็นประธานที่ชะอำ หัวหิน ปี 2552 ให้อาเซียนทำแผนการศึกษา 5 ปี จนปัจจุบัน 3-4 ปีแล้วก็ยังไม่มี ฉะนั้นในภาพ รวมอาเซียนจึงไม่ตื่นตัวมากนักทางด้านการศึกษา ส่วนแต่ละประเทศเท่าที่ดูก็ไม่มี อะไรโดดเด่นหรือน่าตกใจ ทุกคนไปกันเรื่อยๆ ยกเว้นบางประเทศที่เจริญกว่าเรา ก็จะทำตามแผนแม่บทหรือแผนปฏิบัติการ แล้วเช่น การเชื่อมโยงด้วยระบบ ICT เพื่อ ให้ทุกโรงเรียนได้เข้าถึง Internet ความ เร็วสูง โดยรัฐจัดการให้ทุกโรงเรียนพูดถึง ในแวดวงอาเซียน ในข้อนี้ประเทศไทยด้อย กว่าประเทศต่างๆ มากมาย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เสร็จไปนานแล้ว อย่างน้อยก็ปีกว่าแล้ว อินโดนีเซียก็เพิ่งเสร็จไป ปีเศษที่แล้ว ประเทศไทยยังเพียงแค่ทดลอง ใช้คอมพิวเตอร์คุณภาพต่ำ ที่เรียกว่า Tablet กับเด็กนักเรียน ป.1 บางคน ที่อื่นเค้า ไปกันคุณภาพสูง ฟรี ทุกโรงเรียนและเด็ก ทุกคนมีใช้ อันนี้เราล้าหลังมาก
พูดถึงการตื่นตัวในเรื่องการเรียนรู้ การปรับหลักสูตร ประเทศลาวทำเสร็จไป ประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว หลักสูตรอาเซียนศึกษา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีแผนกลางกับอาเซียน ประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรอะไรเลยเกี่ยว กับอาเซียน เพราะฉะนั้นจึงล้าหลังกว่าเพื่อนและหยุดนิ่ง รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ทำหลักสูตรใหม่ ไม่ได้เตรียมเนื้อหาพื้นฐานที่อาเซียนกำหนด แต่ทุกโรงเรียนเริ่มตื่นตัวกันเอง ถือเป็น ข้อดีที่โรงเรียนทำตามนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ เพราะฉะนั้น ในแง่การศึกษา ภาพรวมคือรัฐบาลไทย ไม่ตื่นตัว ไม่ทำโครงสร้างอะไรให้กับการ ศึกษา แต่กระทรวงศึกษาธิการตื่นตัวอยู่เสมอในนามของข้าราชการประจำ คือมีงบประมาณน้อยก็ทำโรงเรียนนำร่องประมาณ 50 กว่าโรงเรียน รวม แล้วคือ การตื่นตัวในสถาบันการศึกษา นั้นทำกันเอง ส่วนใหญ่ได้แค่การประชุม สัมมนาให้ความรู้และบรรยาย
ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้ การศึกษา คือกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างเท่าเทียมกัน
ที่มา : สยามธุรกิจ


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/435#ixzz3CsJUmZrB

หมวดหมู่ บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน ความได้เปรียบเสียเปรียบไทยในAEC การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC บทความและบทวิเคราะห์AEC ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย ข้อมูลของแต่ละประเทศในAEC ธงอาเซียน และธงประเทศในอาเซียน AEC English Article อบรมสัมนาความรู้ AEC แยกตามธุรกิจ logistics การท่องเที่ยว แรงงาน sme การขนส่ง การศึกษา ข้าว เกษตรกรรม อาหารแปรรูป การขนส่งทางรถ IT เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยาง การแพทย์ สรุปอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบ เสียเปรีบเมื่อเปิด AEC


นายอิทธิชัย ยศศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ศึกษาความได้เปรียบทางการค้าของสินค้าอุตสาหกรรมของ ไทยภายหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC ปี 2558 เทียบกับสินค้าอุตสาหกรรมอาเซียนกับ 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ พบว่าไทยมี 36 กลุ่มอุตสาหกรรมจัดอยู่ในประเภทป่วยที่ต้องได้รับการรักษาและเมื่อเทียบกับ 4 ประเทศพบอินโดนีเซียมี 61 กลุ่ม ฟิลิปปินส์มี 43 กลุ่ม สิงคโปร์มี 42 กลุ่ม และมาเลเซียมี 17 กลุ่ม
ทั้งนี้ 36 กลุ่มอุตสาหกรรมของไทยที่จัดอยู่ในประเภทป่วยแยกเป็น 3 กลุ่มได้แก่
กลุ่มที่ 1 พบความผิดปกติหรือจัดในเกณฑ์ที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันลดลงกับประเทศในอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 13 กลุ่มอุตสาหกรรมเช่น เคมีภัณฑ์อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา กระดาษและกระดาษแข็ง ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักร/เครื่องกล/ลอยเลอร์ อากาศยาน/ยานอวกาศ อาวุธและกระสุน เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่อยู่ในอาการกำเริบ หรือมีความสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันมีทั้งสิ้น 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเช่น เหล็กและเหล็กกล้า เฟอร์นิเจอร์ หนังเฟอร์/เฟอร์เทียม เยื่อไม้หรือเยื่อที่ได้จากเส้นใยเซลลูโลสอื่นๆ ขนแกะ/ผ้าทอ เส้นใยสิ่งทอจากพืช/ด้ายกระดาษ ร่ม/ร่มปักกันแดด เป็นต้น
กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่ป่วยหนัก หรือจัดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสียเปรียบมากขึ้น มีทั้งสิ้น 14 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เชื้อเพลิงจากแร่/น้ำมันแร่ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม ปุ๋ย เครื่องหนัง เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด ไข่มุกธรรมชาติ/รัตนชาติ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง นิกเกิลและของที่ทาด้วยนิกเกิล รองเท้า สนับแข้งและของที่คล้ายกัน เครื่องดนตรี เป็นต้น
สำหรับอุตสาหกรรมไทยที่มีความได้เปรียบมากขึ้นมีทั้งสิ้น 16 กลุ่มเช่น ยานยนต์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก หนังดิบและหนังฟอก เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ แก้วและเครื่องแก้ว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเหล็กและเหล็กกล้า พรมและสิ่งทอปูพื้นต่างๆ เส้นใยสั้นประดิษฐ์ ฝูาย เป็นต้น ซึ่งเมื่อเทียบกับ 4 ประเทศจะพบว่าไทยมีจำนวนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบมากขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซียที่มี 17 กลุ่ม ส่วน สิงคโปร์มี 13 กลุ่ม อินโดนีเซียมี 6 กลุ่ม และฟิลิปปินส์มี 5
ขณะที่อุตสาหกรรมซึ่งเมื่อเข้าสู่AECแล้วจะได้รับความได้ เปรียบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมได้แก่ เสื้อผ้าและของที่ใช้แล้วทำด้วยสิ่งทอ สังกะสีและของทำด้วยสังกะสี หัวรถจักรของรถไฟหรือรถราง ส่วนอุตสาหกรรมที่จะมีความเสียเปรียบลดลงมี 16 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น หนังสือ/อุตสาหกรรมการพิมพ์ เครื่อง จักรไฟฟ้า/อุปกรณ์ไฟฟ้า ไม้ก๊อกและของทำด้วยไม้ก๊อก ตะกั่วและของที่ทาด้วยตะกั่ว โลหะสามัญ สินแร่ ไหม ของเล่นและอุปกรณ์การกีฬา ศิลปกรรม ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด เป็นต้น


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/531#ixzz3CsJKACQj

ศึก AEC เพิ่งตีระฆัง


ในการมอบรมในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง หรือ พศส. หลักสูตร “เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558″ ซึ่ง จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจโดยการสนับสนุนจากผู้ ใหญ่ใจดี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยา ลัยหอการค้าไทย
วิทยากรกิตติมศักดิ์ ได้รับเกียรติทั้ง คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ คุณเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คุณพรศิลป์ พชรันทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย คุณอัทธ์ พิศาลวาณิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฯลฯ ขอนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในการตั้งรับ ปรับตัว หลังจากที่ไทยต้องเปิดAECในปี 2558
อาเซียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 ปีนี้ก็ครบ 45 ปี ประ กอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปินส์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และบรูไน มีประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีคิดเป็น 3% ของจีดีพีโลก หรือประมาณ 1.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปิดAEC 10 ตลาดอาเซียนจะรวมเป็นตลาดเดียว คือตลาดอาเซียน ในส่วนของสินค้า ภาษีนำเข้าจะเป็น 0% อุปสรรคการนำเข้าจะลดลง ในส่วนของสินค้าบริการ ทำธุรกิจได้เสรี ง่ายขึ้น ในส่วนของการลงทุน อุปสรรคจะลดลง การเคลื่อนย้ายฝีมือแรงงานเป็นไปอย่างเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเสรี
มองเฉพาะประเทศไทยสำหรับสินค้าที่ไทยจะได้เปรียบเมื่อเปิดAEC ได้แก่ สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าว ธัญพืช ผลไม้สดและแปรรูป อาหาร เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ สินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าทอ ตุ๊กตาไม้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากต้องแข่งกับสินค้าแรงงานถูกจากคู่แข่ง ส่วนสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบ หรือจะได้รับผลกระทบจากการเปิดAEC ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ซึ่งมาเลเซียปลุกเยอะ และเป็นเบอร์ 1, เมล็ดกาแฟ เวียดนามปลูกเยอะ, มะพร้าว ฟิลิปปินส์ ปลูกเยอะ และชา อินโดนีเซีย ปลูกเยอะ ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีโอกาสทะลักเข้าไทยได้ง่ายและมากขึ้น จากที่ไร้กำ แพงภาษีนำเข้า
ขณะที่ภาคบริการที่ไทยจะได้เปรียบ ได้แก่ การท่อง เที่ยวและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเช่น ร้านอาหารและโรงแรม, บริการด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล บริการสปา นวดแผนไทย ส่วนบริการที่ไทยจะเสียเปรียบ และคาดว่าจะได้รับผล กระทบ เช่น โลจิสติกส์ โทรคมนาคม ซึ่งเป็นสาขาที่ต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูง รวมถึงธุรกิจสถาปนิกขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นต้น
จากการอบรมวิทยากรกิตติมศักดิ์ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ พูดตรงกันว่า “ไทยไม่เสียเปรียบ” เมื่อเปิด AECขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐภาคเอกชน จะปรับตัวรับและรุกได้มากน้อยขนาดไหน เพราะถ้าหากพูด ถึงภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศของไทย ถือได้ว่า “ได้เปรียบ” มาก ทั้งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลกและอาเซียน เป็นศูนย์ กลางการคมนาคมขนส่ง เป็นศูนย์กลางธุรกิจสาขาสำคัญมากมาย และ”ภาครัฐ” คือฟันเฟืองสำคัญสุดที่จะขับเคลื่อนทัพธุรกิจคนไทย”รับและรุก” ในตลาดAECได้มากน้อยแค่ไหน


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/524#ixzz3CsJA4En5

สารพัดปัญหาเปิดAEC ชาติสมาชิกตั้งการ์ดกันเอง


ปัจจุบันประเด็นการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC ในปี 2558 ถูกถกเถียงกันในสังคมมากขึ้นว่า ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเข้าสู่การรวมตัวในครั้งนี้ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี 4 เดือน เท่านั้น ที่ชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ชาติ ต้องเข้าสู่การเปิดเสรีอย่างจริงจังทั้งการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุน กันอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ล่าสุด ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 28-31 ส.ค.2555
ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้า แม้ชาติสมาชิกจะทยอยลดภาษีสินค้าระหว่างกันเหลือ 0% จนเกือบหมดแล้ว มาจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีทั้งของเดิม และของใหม่หลาย ๆ ประเทศออกมาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในให้อยู่รอดจากการเปิดเสรี ตัวอย่าง มาเลเซีย ได้กำหนดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ยุ่งยาก และต้องยื่นขอใบอนุญาตจากด่านนำเข้านาน 3 เดือน ทำให้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านส่งออกไปขายได้ยาก หรือแม้กระทั่งการนำเข้ารถยนต์ มาเลเซียยังมีระเบียบ ต้องขออนุญาตนำเข้าโดยพิจารณาเป็นรายคัน และให้สิทธิเฉพาะบริษัทที่ทำการประกอบรถยนต์และส่งออกรถยนต์รายใหญ่ จึงขออนุญาตนำเข้าเฉพาะรุ่นที่ไม่มีการประกอบในประเทศเท่านั้น สำหรับไทยมีไม่แพ้กัน โดยได้กำหนดกรอบเวลาเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ต้องนำเข้าในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ของทุกปี กระเทียมต้องนำเข้าช่วง ก.ค.-ต.ค. ของทุกปี มะพร้าวให้นำเข้าได้เดือน ม.ค.-พ.ค. และเดือน พ.ย.-ธ.ค. ส่วนเมล็ดกาแฟ ให้เฉพาะองค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้า
นอกจากนี้ยังติดปัญหาการพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กและSMEs ที่ยังไม่สามารถตกลงได้ลงตัว โดยไทย เวียดนาม กัมพูชา ต้องการให้อาเซียนตั้งกองทุนสนับสนุนการเงินแก่SMEsแก่ชาติสมาชิก แต่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งส่วนใหญ่มีธุรกิจSMEsน้อยไม่เห็นด้วย และไม่ต้องการให้จัดตั้งกองทุน ส่งผลให้แนวทางช่วยเหลือนี้ยังชะงักงัน นอกจากนี้ยังติดปัญหาเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการล่าช้า เพราะแต่ละประเทศติดปัญหาเรื่องกฎหมายเฉพาะภายในของตนเอง
ด้วยมุมมองความคิดของทุกประเทศที่แตกต่างกัน โดยมองแต่ประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง และไม่ได้มองการร่วมมือกันเพื่อแข่งขันกับต่างชาติ ส่งผลให้เวทีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน รอบนี้ จึงวนเวียนอยู่แต่การเรียกร้องและปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เช่น ลาวขอให้ไทยเปิดเสรีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตลอดปี ขณะที่ที่ผ่านมาไทยก็พยายามขอโควตานำเข้าข้าวจากฟิลิปปินส์เพิ่ม หลังจากฟิลิปปินส์ไม่ยอมลดภาษีตามที่กำหนด ยกเว้นแค่ความพยายามของประเทศไทย ที่นายบุญทรง พยายามผลักดันให้เกิดความร่วมมือจัดตั้งสมาพันธ์ข้าวอาเซียน 5 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่าขึ้น เพื่อช่วยให้อาเซียนมีอำนาจต่อรองในตลาดข้าวโลก ซึ่งหากทำได้จะถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือในการเกิดAEC
ดังนั้นโอกาสที่ชาติอาเซียนจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้ง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เหมือนการรวมตัวกันของยุโรปเพื่อเป็นสหภาพยุโรป (อียู) จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่ใช่แค่ปัญหาเงื่อนไขทางการค้า แต่ชาติอาเซียนยังมีช่องว่างความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภาษาอยู่มาก โดยมีภาษาประจำชาติแตกต่างกันถึง 8 ภาษา มีศาสนาทั้งพุทธ อิสลาม คริสต์ และอาณาเขตดินยังถึงแบ่งกั้นด้วยทะเล มหาสมุทร ต่างจากทวีปยุโรปที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และมีแผ่นดินเชื่อมต่อถึงกัน ประกอบกับยังมีปัญหาทางเทคนิค เช่น ขาดการเชื่อมโยงพิธีการด่านศุลกากร รวมถึงการตรวจคนเข้าเมือง ที่ยังไม่พร้อมภาพของการเปิดAECจริง หลังจากปี 58 จึงน่าจะเป็นการเปิดเสรีค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถกดปุ่มเปลี่ยนเป็นการค้าเสรีได้เต็มตัว และภาคีสมาชิกยังคงต้องติดตามแก้ปัญหาตามกันต่อเนื่อง ทั้งเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ระบบเทคนิคต่าง ๆ แต่หากมองในแง่ดีแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะเป็นเหมือนยาคุ้มครองให้ธุรกิจที่เสียเปรียบอยู่ โดยเฉพาะรายเล็กและSMEsได้มีเวลาปรับตัวมากขึ้นท่ามกลางระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพราะการเปิดAECถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของทุกคน
รัฐมนตรีอาเซียนได้หารือในเรื่องนี้ และเห็นควรที่จะหาแนวทางในการป้องกัน เพราะไม่เช่นนั้น จะทำให้การค้าขายในอาเซียนไม่คล่องตัว โดยแนวทางที่นำมาใช้ เช่น อาเซียนต้องมีมาตรฐานกลางในแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบพิธีการศุลกากร มาตรฐานสุขอนามัย ซึ่งในอนาคตอาเซียนจะต้องใช้มาตรฐานเดียวกันเหมือนที่สหภาพยุโรป (อียู) ใช้ แม้จะต้องใช้ระยะเวลาแต่จะต้องเริ่มทำมาตรฐานให้เหมือนกัน เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/533#ixzz3CsIyNPlE

แกะรอยเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน..สิงคโปร์โมเดล


การเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้จะตามมาด้วยการเปิดเสรีด้านการลงทุนในแถบภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน หลายประเทศทั่วโลกมองกลุ่มประเทศอาเซียนว่าน่าสนใจลงทุน และแต่ละประเทศก็มีจุดดีและจุดด้อยที่แตกต่างกันไป การที่สิงคโปร์สามารถก้าวมาเป็นผู้นำด้านการค้า การลงทุนและการเงินของอาเซียน ไม่ใช่เป็นเพราะเพิ่งเริ่มวางแผนและทำเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่เป็นการวางแผนและได้เดินตามแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาประเทศมาเป็นเวลานานถึงกึ่งศตวรรษ
สิงคโปร์เป็นประเทศเกิดใหม่เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมานี่เอง คือ ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 รัฐบาลสิงคโปร์ สมัยของนายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกได้มองเห็นถึงข้อจำกัดของสิงคโปร์ที่มีประชากรน้อยแต่มีความหลากหลายเชื้อชาติของประชากร (ส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน) มีขนาดตลาดเล็กทำให้มีกำลังซื้อจำกัด มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย แม้แต่น้ำดื่มในขณะนั้นก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ข้อดีของสิงคโปร์คือมีมันสมองหรือทรัพยากรบุคคลมาก ประกอบกับสิงคโปร์เป็นประเทศเกิดใหม่ รัฐบาลจึงต้องการสร้างเอกลักษณ์และหาทางอยู่รอดในการหารายได้มาพัฒนาประเทศ นายลี กวน ยู จึงได้วางยุทธศาสตร์ภายใต้จุดแข็งและความได้เปรียบของสิงคโปร์ 2 ประการ คือ
1.ทำเลที่ตั้งที่อยู่ใต้สุดของแหลมมลายู ทำให้มีความเหมาะสมแก่การเป็นเมืองท่าทางการขนส่งคมนาคมทางทะเลเชื่อมโยงระหว่างประเทศในเอเชียกับยุโรปและแอฟริกา
2.ใช้ความสามารถทางการค้าขายเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี โดยสร้างกลไกและโครงสร้างรัฐเพื่อสนับสนุนและรองรับการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของภูมิภาค จะเห็นได้ว่าในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีนโยบายพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสร้างกลไกภาครัฐเพื่อสนับสนุนและรองรับการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค การดำเนินนโยบายศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ทว่าสัมฤทธิ์ผล ภายในปี 1980 สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค และปัจจุบันสิงคโปร์เป็นแหล่งรวมสถาบันการเงินชั้นนำจากทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของโลกอีกด้วย
ในยุคถัดมาภายใต้การนำของนายโก จ๊ก ตง เป็นยุคที่เศรษฐกิจสิงคโปร์มีความรุ่งเรืองมาก รัฐบาลยังมุ่งเน้นให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและการเงินเช่นนโยบายเดิมและเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และในยุคนี้แม้ว่าสิงคโปร์จะเผชิญผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียอยู่บ้างแต่ก็สามารถ ผ่านพ้นมาได้ ทั้งยังมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ ประกอบกับสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก จึงเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการต่อเรือและซ่อมแซมเรือ ทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางทางการบินที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการผลิต
ในช่วงแรกสิงคโปร์เน้นการพัฒนาผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อเกิดวิกฤติดอตคอม(ปี 2003) รัฐบาลสิงคโปร์ได้หันมาส่งเสริมสินค้าไฮเทคระดับสูง เช่น ด้านระบบสารสนเทศและข้อมูล ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านเคมี และอื่นๆ ซึ่งไม่อ่อนไหวไปตามภาวะของตลาด นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีใหม่ๆ มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมการผลิตทั่วๆ ไปปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีหรือใช้ความรู้/ทักษะขั้นสูง ทั้งยังพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ(Skilled Labor) ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดและมีค่าแรงที่สูงขึ้นตามลำดับ และเป็นการลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ
ในยุคปัจจุบัน นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ได้ตระหนักดีว่าความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ยังมุ่งเน้นการกระตุ้นศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ในภาคการพัฒนาธุรกิจโดยทั่วไปรัฐบาลมี นโยบายเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้ามากมายและมีนโยบายสนับสนุนให้นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เช่น มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทที่ไปลงทุนนอกประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้บริษัทสิงคโปร์ไปลงทุนในต่างประเทศสูงมาก เช่น เน้นการลงทุนใน พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพภาคการผลิตสูงและต้นทุนถูก และในขณะเดียวกันก็พยายามดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเข้ามาในประเทศให้มากขึ้นด้วย จะเห็นได้ว่ามีบริษัทข้ามชาติสามารถจัดตั้ง Holding Company ในสิงคโปร์แต่นำเงินไปลงทุนในประเทศที่สามอีกต่อได้เพื่อลดภาระภาษี ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ แม้จะมีแนวโน้มลดลงและปรับเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สาขา อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรมขั้นสูง เป็นต้น รัฐบาลสิงคโปร์ยุคนี้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ควบคู่กันไปด้วย จึงเป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทใหญ่ๆ จากทั่วโลกเข้ามาตั้งสำนักงานในสิงคโปร์
นอกจากนี้ รัฐบาลส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้สิงคโปร์เป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางในเรื่องการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูงแห่งหนึ่งของโลกทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อดิจิตอล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีเป้าหมายให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิตัลภายในปี 2015 (พ.ศ. 2558)
ข้อเด่นอีกประการหนึ่งคือ สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในภาคของอุตสาหกรรมบริการโดยเฉพาะการให้บริการทางการเงินและการท่องเที่ยวมาเป็นเวลายาวนาน โดยกว่า 60% ของเม็ดเงินการลงทุนอยู่ในภาคบริการทางการเงินและการท่องเที่ยว รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคบริการเป็นอย่างมาก โดยเน้นภาคการค้า การลงทุน การเงินการธนาคาร การขนส่ง และการท่องเที่ยว
ปัจจุบันบริษัทธุรกิจข้ามชาติในสิงคโปร์มีไม่น้อยกว่า 7,000 แห่งที่มีสำนักงานในสิงคโปร์ และสิงคโปร์พยายามดึงเม็ดเงินให้ต่างชาติเข้ามาการลงทุนหรือร่วมลงทุน (กฎหมายสิงคโปร์ได้เอื้อให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 70%) จะเห็นได้จากบริษัททางการเงินใหญ่ๆ และภาคการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว อาทิ คาสิโนมารีน่าเบย์ สวนสนุก Universal Studio และ Garden by the Bay และลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ค่อนข้างแข็งมากว่า 5 ปี
จึงพอสรุปได้ว่าการที่สิงคโปร์มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการค้า จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลกไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเริ่มทำมาเพียงไม่กี่ปี แต่สิงคโปร์ได้วางแผนและได้เดินตามแผนกลยุทธ์นี้มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดเป็นเวลากว่า 50 ปี ประกอบกับสิงคโปร์มีความมั่นคงทางการเมือง มีคอร์รัปชั่นน้อย มีกฎหมายเคร่งครัด มีอาชญากรรมต่ำ มีระบบบริหารจัดการการเงินการคลัง ที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้เป็นอย่างดี


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/927#ixzz3CsInZoQn

ผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับอาเซียน


จากการวิเคราะห์ถึงศักยภาพของประเทศไทย พบว่ามีจุดแข็งที่สำคัญได้แก่
1. ประเทศไทยมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
2. มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และมีผลผลิตที่หลากหลาย เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย ผักและผลไม้สด เป็นต้น
3. มีที่ตั้งเหมาะสมในด้าน การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่ง และ
4. การคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางอากาศครอบคลุมและรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนจุดอ่อนที่สำคัญมี 5 ข้อ ได้แก่ 
1. ภาคการผลิตของไทยยังมีประสิทธิภาพต่ำ เห็นได้จากข้อมูลการสำรวจปัจจัยในการแข่งขันทั้ง 4 ด้านที่สถาบัน IMD ได้ดำเนินการ สำรวจไว้
2. การขาดแคลนแรงงานจากค่านิยมเกี่ยวกับการทำงาน และการเรียนที่ผิดๆ โดยให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าการนำไปใช้จริง
3. การกระจุกตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำในกทม. และปริมณฑล รวมทั้ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก
4.อุตสาหกรรมหลักของประเทศยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และ
5. สินค้าอุตสาหกรรมยังมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคการเกษตรไม่มากนัก แม้ว่าภาคการเกษตรจะมีความสำคัญกับประเทศมาอย่างช้านาน
การศึกษาอุตสาหกรรมหลัก 12 กลุ่มของไทย ได้แก่ 
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ อันดับ 1 ของอาเซียน มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ที่มีความเฉพาะใน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รถปิกอัพ 1 ตัน รถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ และรถยนต์ขนาดเล็กคุณภาพสูง ซึ่งในส่วนของรถจักรยานยนต์ไทยมีการผลิตเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ดังนั้น หากเปิด AEC ไทยควรจะรักษาฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูง ฐานการผลิต
รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปตั้งฐานการผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนในอาเซียน
2. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากเป็นฐานการผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม หลังการเปิด AEC ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีทีวีแอลซีดีของโซนี่ ที่ได้ย้ายฐานไปมาเลเซีย เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งไปอินเดียที่เป็นตลาดหลักต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตทีวีแอลซีดีของซัมซุง พานาโซนิก และแอลจี รวมทั้ง ยังรับจ้างผลิตให้กับอีกหลายแบรนด์ ขณะที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ยังมีแนวโน้มที่ดี
3. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องแรงงานมีฝีมือเป็นที่ยอมรับ และมีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมแต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งการเปิด AEC คาดว่า เรื่องภาษีจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมนี้ไม่มาก เพราะได้ทะยอยลดภาษีเป็น 0 เกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของมาตรการส่งเสริมการลงทุน ไทยยังเสียเปรียบมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์ยืดหยุ่นกว่า โดยแนวโน้มการ อยู่รอดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
4. อุตสาหกรรมเหล็ก ไทยมีศักยภาพในอันดับต้นๆ ของอาเซียน เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ และยังมีโอกาสขยายตลาดในอาเซียนได้อีกมาก แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่มีโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ ซึ่งหลังจากเปิด AECแล้วความน่าสนใจในการลงทุนอุตสาหกรรมนี้อาจด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีการลงทุนเหล็กต้นน้ำ
5. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ไทยมีจุดแข็งเรื่องฝีมือแรงงาน โดยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพพลอย มีจุดอ่อนในเรื่องแรงงานมีฝีมือมีแนวโน้ม ลดลง เพราะคนรุ่นใหม่หันไปทำงานด้านอื่น และขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศต้องนำเข้าถึง 90% แต่ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในอาเซียนไทยยังคงมีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AECจะทำให้ไทยมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน
6. อุตสาหกรรมสิ่งทอ ไทยมีจุดเด่นในเรื่องขีดความสามารถในการผลิตครบวงจร เป็นฐานการผลิตใหญ่ในอาเซียนรวมทั้ง ประเทศกัมพูชา พม่า และเวียดนาม ต่างก็ยังพึ่งพาสินค้ากลางน้ำจำพวกผ้าผืนจากไทย ดังนั้นเมื่อเปิด AEC จะเป็นผลดีเนื่องจาก ประเทศเพื่อนบ้านและเวียดนามมีอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดแคลนอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้เป็นโอกาสของไทย ในการขยายตลาดในอาเซียน
7. อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ไทยมีความได้เปรียบและความพร้อมในเรื่องคุณภาพการผลิตที่ปราณีต แต่มีจุดอ่อนเรื่องต้นทุนแรงงาน ดังนั้น การเปิด AEC จะเป็นโอกาส ในการออกไปตั้งฐานการผลิตในสินค้า ปลายน้ำในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ของประเทศเพื่อนบ้านในการส่งออกไปยังยุโรป และสหรัฐฯแต่ผู้ประกอบการ จะต้องพัฒนาแบรนด์ และเพิ่มการออกแบบ เพื่อให้แข่งขันในตลาดสากลได้
8. อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ไทยมีจุดแข็งเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน เพราะมีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคการเปิด AEC ลดภาษีเป็น 0% ไทยจะส่งเม็ดพลาสติกเข้าไปขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำไม่เพียงพอ เช่น อินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียก็มีมาตรการกีดกันทางการค้าในเม็ดพลาสติก PET จากไทย ดังนั้น หากขจัดอุปสรรคนี้ได้ก็จะทำให้มีการส่งออกมากขึ้น
9. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก มีส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน โลจิสติกส์ และแรงงาน ต่ำกว่าไทย รวมทั้งยังมีการเชื่อมโยงคลัสเตอร์พลาสติกที่ดีกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AEC อุตสาหกรรมนี้ จะขยายตัวตามเศรษฐกิจ ประกอบการไทยสามารถส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ยกเว้นเวียดนามที่เป็นตลาดของมาเลเซีย
10. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องการส่งออกวัตถุดิบยางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมนี้ของไทยมีศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะยางล้อที่เติบโตอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันประเทศลาว และเวียดนามได้ขยายการส่งออกยางมากขึ้นทำให้อัตราการเติบของไทยลดลง และไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น จึงต้องเร่งผลิตบุคลากรทุกระดับ รวมทั้งเพิ่มการวิจัยและพัฒนา เพิ่มส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิต และการวิจัยสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง
11. อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ไทยมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพสินค้าที่ดีกว่าจีน และยังเป็นทำเลที่เหมาะต่อการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในอาเซียน และยังมีความหลากหลายของสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ แต่การเปิด AECจะทำให้ผู้ประกอบการSMEsต้องปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะจะมีคู่แข่งมากขึ้น
12. อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข็มแข็งมาก สิ่งที่ต้องระวังคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่จูงใจ ดังนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายชัดเจนในเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน
ที่มา : เปิดผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับAEC (วัชระ ปุษยะ


อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/881#ixzz3CsIYQJGL